กุมภาพันธ์ 9, 2012

โรมัน ตุตันคาเมน

ยุวฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamen) ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา “ฟาโรห์อัคเคนาเทน” ด้วยวัยเพียง 12 ปี ก่อนจะทรงย้ายราชธานีจากเมืองอัคนาเตน กลับไปยังนครธีบส์ เมืองหลวงเก่า พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับพระขนิษฐาร่วมบิดาเดียว กันคือ “อังเคเซนาเมน” ไม่มีรัชทายาทสักพระองค์ ตุตันคาเมน ทรงสวรรคตด้วยวัยประมาณ 20 ปี (กับการสิ้นพระชนที่ยังคงเป็นปริศนาถึงทุกวันนี ้) และทรงครองราชย์เพียงแค่ 8-9 ปีเท่านั้น

แม้พระองค์จะไม่ใช่มหาราชที่ยิ่งใหญ่หรือนักรบผู้เกรียงไกร แต่ชื่อของฟาโรห์ตุตันคาเมนก็เป็นที่รู้จักดียิ่งกว่าฟาโรห์องค์อื่นๆ เนื่องด้วยสุสานของพระองค์ที่ถูกขุดพบนั้นคงสภาพสมบูรณ์ยิ่งกว่าของฟาโรห์องค์ใด และกลายเป็นหลักฐานสำคัญในการบอกเล่าถึงเรื่องราวของอียิปต์โบราณ

ฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamen) ทรงเป็นพระโอรสของฟาโรห์อัคเคนาตันกับพระสนมคียา พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ในปีที่4 นับแต่การสวรรคตของอัคเคนาตัน โดยทรงมีพระชนมายุเพียงสิบชันษาเท่านั้น เมื่อเจริญวัยขึ้นจึงทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงอนัคซูนามุน ธิดาของฟาโรห์อัคเคนาตันกับราชินีเนเฟอร์ตีติ ตามประเพณีในสมัยนั้น

ในสมัยของฟาโรห์ตุตันคาเมนนั้น อำนาจในราชสำนักตกอยู่ในมือของอัยย์ ผู้เป็นอัครมหาเสนาบดีและหัวหน้านักบวชแห่งจอมเทพอามอน กับนายพลโฮเรมเฮปผู้บัญชาการทหาร เนื่องจากในยุคอาณาจักรนี้ อียิปต์มีกองทหารประจำการเป็นทหารอาชีพ ซึ่งผิดกับในสมัยก่อนที่จะเป็นแรงงานที่เกณฑ์มาเฉพาะในยามศึก การมีกองทัพประจำการณ์ทำให้นายทหารกลายเป็นกลุ่มอำนาจกลุ่มที่3 นอกเหนือจากฟาโรห์และหัวหน้านักบวช

ฟาโรห์ตุตันคาเมน ครองราชย์เพียงสิบปีเท่านั้น พระองค์สวรรคตอย่างลึกลับ จากมัมมี่ของพระองค์ได้มีการพบรอยร้าวที่กระโหลก ซึ่งแสดงว่าพระองค์น่าจะสวรรคตจากการตกจากรถศึก นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าพระองค์น่าจะถูกลอบปลงพระชนม์โดยคนใกล้ตัว ซึ่งอาจจะเป็นเสนาบดีอัยย์หรือไม่ก็นายพลโอเรมเฮป

หลังการสวรรคตของพระองค์ ราชินีอนัคซูนามุนทรงส่งสาส์นไปยังกษัตริย์ฮิตไตท์ให้ทรงพระโอรส มาอภิเษกกับพระนางและเป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์โดยพระนางแจ้งไปในสาสน์ว่า “พระนางทรงหวาดกลัวที่จะต้องอภิเษกกับข้ารับใช้ของพระนาง” กษัตริย์ฮิตไตท์ก็ทรงส่งพระโอรสเดินทางมาอียิปต์ แต่ทว่าทันทีที่ขบวนเสด็จมาถึงเขตแดนอียิปต์ ก็ถูกซุ่มโจมตีและสังหารจนหมดทุกคน ทำให้ทางฮิตไตท์โกรธมาก ความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักรจึงตึงเครียดยิ่งขึ้น หลังจากนั้นอัยย์ซึ่งชรามากแล้วก็อภิเษกกับเจ้าหญิงอนัคซูนามุนและ ขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์แต่ครองราชย์ได้เพียงสามปีก็ประชวรสวรรคต และในที่สุดนายพลโฮเรมเฮปก็กลายเป็นฟาโรห์พระองค์ใหม่

 

พระศพฟาโรห์ตุตันคาเมน อียิปต์

สิ่งที่ทำให้ชาวโลกต่างรู้จัก พระนามของฟาโรห์ตุตันคาเมน กันไปทั่วนอกเหนือจากเป็นสุสานพระศพที่รอดพ้น จากสายตาอันเฉียบแหลมของเหล่านักโบราณคดีเป็นเว ลากว่า 3,000 ปี จนกระทั่งฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ พร้อมคณะได้เป็นผู้สำรวจขุดค้นพบสุสานลับแห่งฟา โรห์ตุตันคาเมน ในปี 1922 และสิ่งที่ทำให้ทั่งโลกต้องตลึงนั่นคือ มหาสมบัติอันมหาศาลภายในสุสานที่บรรจุไว้จนอัดแ น่นห้องภายในสุสาน

สิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าสมบัติใดๆ นั่นคือ มัมมี่พระศพฟาโรห์ตุตันคาเมน ซึ่งบรรจุไว้ภายในตู้ทองคำถึง 4 ชั้น ก่อนจะเจอ โลงพระศพหิน ซึ่งบรรจุอยู่ในตู้ทองคำชั้นในสุด และภายในโลงพระศพหิน ยังบรรจุโลงพระศพคล้ายรูปร่างคนอยู่อีก 3 ชั้น ซึ่งปิดทองไว้อย่างวิจิตร เมื่อเปิดโลงพระศพทองคำชั้นที่ 3 ออกก็พบมัมมี่พระศพฟาโรห์ตุตันคาเมน โดยพบว่ามีหน้ากากทอง (ดังภาพด้านบน) จำลองแบบพระพักตร์ฟาโรห์ตุตันคาเมนครอบไว้อีกที ก่อนที่จะถอดหน้ากากทองคำออกและเผยพระพักตร์ของ ยุวกษัตริย์ที่ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นมากว่าสามพัน ปี ในสภาพมัมมี่ที่เกือบสมบูรณ์แบบ พระศพพันผ้าตามกระบวนการทำมัมมี่หนา 4 ชั้น แต่ละชั้นยังฝังเครื่องรางไอยคุปต์เพื่อป้องกัน วิญญาณชั่วร้ายที่อาจมาทำลาย รวมทั้งเครื่องประดับอีกจำนวนมาก รวมกว่า 143 รายการ

การเผยร่างกายมัมมีที่แท้จริงของตุตัน ตาเมน หรือ คิงตุต (King Tut) นั้น นับเป็นครั้งแรกหลังค้นพบพระศพมัม มีในปี พ.ศ.2465 โดยโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ นักสำรวจชาวอังกฤษ ซึ่งนับจาก นั้นกว่า 80 ปี มีเพียง 50 คนเท่านั้นที่มีโอกาสเห็นพระพักตร์จริงๆ ของฟาโรห์ หนุ่มที่สิ้นพระชมน์มานานกว่า 3,000 ปี

หลังจากที่เหล่าผู้วชาญเคลื่อนย้ายพระ ศพฟาโรห์ที่ดังที่สุดแห่งศตวรรษเข้าสู่ตู้กระจกแล้ว ก็เปิดผ้าลินนินสีขาวที่ห่อ มัมมีเป็นชั้นสุดท้าย เผยให้เห็นร่างไร้วิญญาณหลายพันปี ซี่งพระศพที่เห็นใน ปัจจุบันมีลักษณะหดตัว และเป็นสีดำทั้งร่าง รวมถึงใบหน้า

การเคลื่อนย้ายครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการ อนุรักษ์ร่างกายส่วนที่เหลือของคิงตุต ซึ่งนักโบราณคดีเปิดเผยว่า มัมมี ต้องเผชิญกับความร้อน ความชื้น และแบคทีเรียต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากนำ เข้ามา ขณะเยี่ยมชมหลุมฝังศพกษัตริย์องค์น้อยในแต่ละปี

“กษัตริย์แห่งทองคำพระองค์นี้ ทั้งน่าอัศจรรย์และ ลี้ลับ ทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องการชมว่า อียิปต์มีวิธีเก็บรักษาพระองค์ไว้อย่างไร บ้าง และเชื่อว่าผู้คนทั่วโลกก็อยากจะยลโฉมของพระองค์” ซาไฮ ฮาวาสส์ (Zahi Hawass) ผู้อำนวยการสภาโบราณสถานแห่งอียิปต์ กล่าวก่อนที่จะเคลื่อนย้ายฟาโรห์ ผู้โด่ง ดัง

เมื่อครั้งที่คาร์เตอร์สำรวจพบหลุมศพของฟาโรห์ หนุ่ม พร้อมขุมทรัพย์มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ประดับประดาไปด้วยทอง ตรงใจกลางของหลุม ศพซึ่งเก็บมัมมีพระศพฟาโรห์ไว้ ก็ยังปกคลุมไปด้วยเครื่องราง เพชรนิลจินดา และใน หน้าของพระองค์สวมด้วยหน้ากากทองคำ สร้างความประหลาดใจให้แก่เขายิ่งนัก

แต่ด้วยความต้องการแค่ขุมทรัพย์ คาร์เตอร์และทีมสำรวจจึงตัด แขนขาและหัวของมัมมีออกเป็น 18 ส่วน โดยใช้มีดและขดลวดที่อังความร้อนลอกหน้ากาก ทองออกจากใบหน้าของฟาโรห์

หน้ากาก ทองคำของตุตันคาเมน แสดงให้เห็นถึงยุคแห่งทองในสมัยที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพ แต่หน้ากากทองชิ้นนี้ยั่วยวนใจยิ่งนัก ทำให้ทีมสำรวจแรกลงทุนเลาะออกจากพระ พักตร์ของพระองค์

ร่างกายของฟาโรห์ได้รับการประกอบขึ้นใหม่ และส่งกลับไปยังโลงศพหินอันเดิมในอีก 1 ปีถัดมา (พ.ศ.2466) และเพิ่งจะได้รับการ เคลื่อนย้ายอีก 3 ครั้งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เพื่อเอ็กซเรย์ตรวจสอบในประเด็นต่างๆ

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่เหล่านักโบราณคดีต้องการรู้เป็น อย่างยิ่งคือ “สาเหตุการสิ้นพระชนม์” ของฟาโรห์เจ้าของร่าง ที่จากโลกไปทั้งที่ ยังมีพระชนมายุเพียงแค่ 19 ชันษา รวมถึงคำร่ำลือ “คำสาปฟาโรห์” ที่ตามหลอกหลอน ผู้บุกรุกรวบกวนพระศพ

ครั้งแรกที่นำคิงตุตไปเอ็กซเรย์ในปี 2511 จนพบเศษ กระดูกในกะโหลกศรีษะ ทำให้เชื่อว่าพระองค์น่าจะถูกปลงพระชนม์ด้วยลูก ธนู ซึ่งนักประวัติศาสตร์บางรายก็สันนิษฐานเหตุว่า เป็นเพราะตุตันคา เมนต้องการนำแนวคิด “พหุเทวนิยม” (การนับถือพระเจ้าหลายองค์) กลับมาสู่ชาว อียิปต์อีกครั้ง หลังจากที่อาเคนาเตน (Akhenaten) พระราชบิดาของคิงตุตได้ปฏิรูป ศาสนาอย่างถอนรากถอนโคนนำเอา “เอกเทวนิยม” ให้นับถือสุริยเทพ “อาเตน” เพียงองค์เดียว

แต่หลังจากอาเคนาเตนสิ้นพระชนม์ลง ศาสนสถานและชื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “อาเตน” จึงถูกลบออกไป รวมทั้งพระนามของ “ตุตันคาเตน” ที่ เปลี่ยนมาเป็น “ตุตันคาเมน” อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ผลจากการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ครั้งล่าสุดในปี 2548 ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า พระองค์ ไม่ได้ถูกลอบปลงพระชนม์ และสิ้นพระชนม์จากการติดเชื้ออันเนื่องมาจากกระดูกหัก อีกทั้งสันนิษฐานว่า เศษกระดูกในกะโหลกน่าจะเกิดขึ้นในช่วงดองพระ ศพ

ขณะที่นักวิจัยบางคนเชื่อว่ารอยแตกที่กระดูกอาจเกิดขึ้นในภายหลัง ด้วยฝีมือของนักโบราณคดี ไม่ว่ารอยแตกที่กระดูกนั้นจะเกิดขึ้นเพราะเหตุใด ฮาวาสส์แสดงความมั่นใจว่าตุตันคาเมนไม่ได้ถูกลอบปลงพระชนม์แน่นอน และปิดข้อ สันนิษฐานดังกล่าวไว้เพียงเท่านี้ โดยจะไม่รบกวนพระศพอีกต่อไป

ที่สำคัญในการแสกนครั้งเดียวกันนี้ ก็ได้มีการสร้างแบบ จำลอง “พระพักตร์” ของพระองค์ขึ้น โดยใช้ข้อมูลจากโครงสร้างใบหน้ามัมมี และจาก หน้ากากทองคำหนัก 11 กิโลกรัมที่เคยใช้ ครอบโครงหน้า ของตุตันคาเมนที่นักวิจัยประมวลผลออกมา โดยจำลองในแบบปูนปั้นสไตล์อียิปต์ โบราณ

 

 

 

 

ผมหาได้เท่านี้ละครับ